
จังหวะแบบไหน คือ จุดโทษ ในเกมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล
- Good Day's
- 77 views

จังหวะแบบไหน คือ จุดโทษ จังหวะที่เรียกว่า “จุดโทษ” คือจังหวะที่ผู้เล่นฝ่ายรับทำผิดกติกา หรือการทำฟาวล์ต่าง ๆ อย่างที่เขียนไปใน จังหวะ แบบไหน ฟาวล์ ภายในเขตโทษของตัวเอง และความผิดนั้นต้องเข้าข่ายโทษฟรีคิกโดยตรง เช่น เตะ ขัดขา ดึง ผลัก ชนผิดจังหวะ หรือใช้มือเล่นบอลอย่างผิดกติกา
จังหวะที่ถูกเป่าเป็นจุดโทษต้องเป็นจังหวะที่ผู้เล่นฝ่ายรับทำผิดกติกาภายในเขตโทษของตัวเอง และความผิดนั้นต้องเข้าข่ายโทษฟรีคิกโดยตรง เช่น เตะ ขัดขา ดึง ผลัก ชนผิดจังหวะ หรือใช้มือเล่นบอลในลักษณะที่ผิดกติกา ดังนั้นจุดโทษจึงไม่ได้เกิดจากการที่ผู้เล่นฝ่ายรุกล้มในเขตโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเหตุชัดเจนว่าการล้มนั้นมาจากการกระทำผิดของฝ่ายรับจริง จังหวะนี้จึงเป็นพื้นที่ที่ผู้ตัดสินต้องดูทั้งตำแหน่งของเหตุการณ์ ลักษณะการปะทะ และผลกระทบต่อการเล่น ก่อนตัดสินว่าเป็นจุดโทษหรือปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป
การทำฟาวล์ในเขตโทษจะกลายเป็นจุดโทษเมื่อเป็นการกระทำผิดที่เข้าข่ายโทษฟรีคิกโดยตรง และเกิดขึ้นภายในเขตโทษของฝ่ายรับ ไม่ใช่แค่มีการปะทะหรือผู้เล่นล้มลงในพื้นที่อันตรายเท่านั้น กติกาข้อ 14 ของ IFAB ระบุว่า ลูกโทษจะเกิดขึ้นเมื่อผู้เล่นทำผิดกติกาในเขตโทษของตนเองระหว่างการเล่น โดยเป็นความผิดตามกฎที่เกี่ยวข้องกับการฟาวล์และการเล่นผิดกติกา (2026) [1]
ความชัดเจนของจังหวะจึงอยู่ที่ว่า ผู้เล่นฝ่ายรับมีการกระทำที่ส่งผลต่อคู่แข่งจริงหรือไม่ เช่น เตะ ขัดขา ดึง ผลัก ชนอย่างผิดจังหวะ หรือใช้มือเล่นบอลในลักษณะที่ผิดกติกา หากเป็นเพียงการเบียดแย่งพื้นที่ตามเกม การเสียหลักเอง หรือการปะทะที่ไม่ได้ทำให้คู่แข่งเสียโอกาสอย่างผิดกติกา จังหวะนั้นอาจไม่เพียงพอให้เป็นจุดโทษ แม้ภาพจากมุมคนดูจะดูเหมือนมีเหตุให้เป่าก็ตา
บางจังหวะล้มในเขตโทษไม่ถูกเป่าเป็นจุดโทษ เพราะการล้มไม่ได้เท่ากับการถูกทำฟาวล์เสมอไป ผู้ตัดสินต้องดูว่ามีการสัมผัสที่ผิดกติกาจริงหรือไม่ การสัมผัสนั้นส่งผลต่อการเล่นของฝ่ายรุกมากพอหรือเปล่า และผู้เล่นฝ่ายรับเล่นบอลหรือเล่นคนในจังหวะนั้น การตัดสินจึงไม่ได้ดูแค่ผลลัพธ์ว่าผู้เล่นล้ม แต่ต้องดูสาเหตุของการล้มด้วย
ประเด็นนี้เห็นได้จากกรณีถกเถียงในบทความของ MGR Online ที่ผู้เขียนมองว่าผู้รักษาประตูไม่ได้สัมผัสตัวผู้เล่นฝ่ายรุก แต่กรรมการในสนามต้องตัดสินจากจังหวะจริงเพียงเสี้ยววินาที ขณะที่คนดูภายหลังมีภาพช้าและหลายมุมให้ตรวจสอบมากกว่า นี่คือเหตุผลที่จุดโทษมักกลายเป็นจังหวะถกเถียงง่าย เพราะสิ่งที่แฟนบอลเห็นหลังเกม อาจไม่เท่ากับสิ่งที่กรรมการเห็นในสนามจริง (26 กุมภาพันธ์ 2014) [2]

จุดโทษในระหว่างเกมต่างจากการดวลจุดโทษหลังจบเกมตรงที่ “ที่มา” และ “หน้าที่” ของมันไม่เหมือนกัน จุดโทษในเกมปกติเกิดจากฝ่ายรับทำผิดกติกาในเขตโทษ และถ้ายิงเข้าจะนับเป็นประตูของการแข่งขันทันที ส่วนการดวลจุดโทษหลังจบเกมไม่ได้เกิดจากการฟาวล์ แต่เป็นระบบตัดสินผลเมื่อเกมที่ต้องมีผู้ชนะยังเสมอกันหลังครบเวลาที่กำหนด ความเข้าใจจุดนี้ช่วยแยกได้ว่า คำว่า “จุดโทษ” บางครั้งหมายถึงบทลงโทษจากจังหวะฟาวล์ แต่บางครั้งหมายถึงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อหาทีมเข้ารอบหรือทีมแชมป์
จุดโทษในเกมปกติเกิดขึ้นเมื่อผู้เล่นฝ่ายรับทำผิดกติกาภายในเขตโทษของตัวเอง โดยความผิดนั้นต้องเป็นลักษณะที่นำไปสู่โทษฟรีคิกโดยตรงตามกติกาฟุตบอล เช่น การเตะ ขัดขา ดึง ผลัก ชนผิดจังหวะ หรือใช้มือเล่นบอลอย่างผิดกติกา จุดสำคัญคือจุดโทษประเภทนี้เป็นผลจาก “เหตุการณ์ในเกม” ไม่ใช่ระบบที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อหาผู้ชนะหลังจบการแข่งขัน
เมื่อยิงจุดโทษในระหว่างเกมแล้วลูกเข้าประตู ประตูนั้นจะนับเป็นสกอร์จริงของการแข่งขันทันที เพราะยังอยู่ในช่วงเวลาการเล่นตามปกติหรือต่อเวลาพิเศษ ความหมายของจุดโทษในบริบทนี้จึงใกล้กับคำว่า “บทลงโทษจากการทำฟาวล์” มากกว่าคำว่า “การตัดสินแพ้ชนะ” ถ้าจะพูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ จุดโทษในเกมปกติเป็นผลจากความผิดของฝ่ายรับ ไม่ใช่ทางลัดเพื่อปิดเกม
การดวลจุดโทษหลังจบเกมเป็นระบบที่ใช้เมื่อต้องหาผู้ชนะในแมตช์ที่ไม่สามารถจบด้วยผลเสมอได้ เช่น เกมฟุตบอลถ้วยหรือรอบน็อกเอาต์ หากหมดเวลาปกติและต่อเวลาพิเศษแล้วยังเสมอกัน ทั้งสองทีมจะผลัดกันยิงจากจุดโทษเพื่อหาทีมที่ผ่านเข้ารอบหรือคว้าแชมป์ โดยไม่ได้เกิดจากการที่ทีมใดทีมหนึ่งทำฟาวล์ในเขตโทษก่อนหน้านั้น
ความต่างสำคัญคือ การยิงในการดวลจุดโทษมักถูกแยกออกจากสถิติประตูในเกมจริง เพราะเป็นกระบวนการตัดสินผลหลังการแข่งขัน ไม่ใช่จังหวะการเล่นต่อเนื่องแบบลูกจุดโทษระหว่างเกม ผู้ยิงและผู้เล่นอื่นไม่สามารถเล่นลูกซ้ำหลังเตะได้ และผลของการดวลจะบอกว่าใครชนะการตัดสิน แต่ตัวเกมเดิมยังถูกมองว่าเสมอกันในเชิงรูปแบบการแข่งขันหลายกรณี (29 เมษายน 2026) [3]
ขั้นตอนการยิงจุดโทษต้องเริ่มจากการจัดตำแหน่งให้ถูกต้องก่อนยิง ลูกบอลต้องตั้งนิ่งที่จุดโทษ ผู้ยิงต้องถูกระบุตัวชัดเจน ผู้รักษาประตูต้องอยู่บนเส้นประตู และผู้เล่นคนอื่นต้องอยู่นอกเขตโทษตามระยะที่กติกากำหนด จากนั้นผู้ตัดสินจึงให้สัญญาณเริ่มยิง เมื่อผู้ยิงเตะบอลแล้ว ลูกต้องเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างชัดเจน และผู้ยิงห้ามเล่นลูกซ้ำจนกว่าบอลจะสัมผัสผู้เล่นคนอื่น การยิงจุดโทษจึงไม่ใช่แค่การวางบอลแล้วยิง แต่เป็นจังหวะที่ทุกฝ่ายต้องทำตามขั้นตอนให้ครบ ตั้งแต่ก่อนเตะจนถึงจังหวะที่ลูกหยุด ออกนอกสนาม เข้าประตู หรือผู้ตัดสินหยุดเกมจากการทำผิดกติกา
ก่อนยิงจุดโทษ ลูกบอลต้องตั้งนิ่งอยู่ที่จุดโทษ และผู้ยิงต้องถูกระบุตัวชัดเจน ส่วนผู้รักษาประตูฝ่ายรับต้องยืนอยู่บนเส้นประตู หันหน้าเข้าหาผู้ยิง และอยู่ระหว่างเสาประตูจนกว่าลูกบอลจะถูกเตะ ผู้เล่นคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ยิงและผู้รักษาประตู ต้องอยู่นอกเขตโทษ หลังจุดโทษ อยู่ในสนามแข่งขัน และห่างจากจุดโทษอย่างน้อย 9.15 เมตร หรือ 10 หลา
ตำแหน่งเหล่านี้มีไว้เพื่อทำให้จังหวะยิงจุดโทษเป็นการเผชิญหน้าที่ชัดเจนระหว่างผู้ยิงกับผู้รักษาประตู ไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นเข้ามาได้เปรียบก่อนลูกถูกเตะ หากมีผู้เล่นรุกล้ำเข้าเขตโทษหรือเข้าใกล้จุดโทษก่อนเวลา ผู้ตัดสินต้องพิจารณาว่าการรุกล้ำนั้นส่งผลต่อจังหวะยิงหรือการเล่นต่อจากนั้นหรือไม่ เพราะกติกาไม่ได้ดูแค่การยืนผิดตำแหน่ง แต่ดูผลกระทบของการกระทำนั้นด้วย
หลังจากผู้ยิงเตะบอลแล้ว การยิงจุดโทษจะเริ่มมีผลเมื่อลูกบอลถูกเตะและเคลื่อนที่อย่างชัดเจน โดยผู้ยิงต้องเตะลูกไปข้างหน้า และห้ามเล่นลูกซ้ำอีกครั้งจนกว่าลูกบอลจะสัมผัสผู้เล่นคนอื่นก่อน จังหวะนี้ทำให้การยิงจุดโทษไม่ใช่การเลี้ยงบอลหรือเล่นต่อเอง แต่เป็นการยิงหนึ่งจังหวะภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของกติกา
การยิงจุดโทษจะถือว่าสิ้นสุดเมื่อลูกบอลหยุดเคลื่อนที่ ออกนอกสนาม เข้าประตู หรือผู้ตัดสินหยุดการแข่งขันจากการทำผิดกติกา หากเป็นการยิงในช่วงท้ายครึ่งเวลาหรือท้ายช่วงต่อเวลาพิเศษ ผู้ตัดสินต้องให้เวลาเพิ่มเติมจนกว่าจังหวะยิงจะเสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่เป่าจบเกมทันทีในขณะที่ลูกบอลยังมีโอกาสเข้าประตูหรือยังไม่หยุดนิ่ง

ผู้รักษาประตูสามารถขยับตัว เตรียมพุ่ง อ่านทางบอล หรือใช้ท่าทางเพื่อกดดันผู้ยิงได้ในระดับที่กติกาอนุญาต แต่ต้องยืนอยู่บนเส้นประตู หันหน้าเข้าหาผู้ยิง และไม่ออกจากเงื่อนไขของเส้นประตูก่อนลูกถูกเตะ สิ่งที่ทำไม่ได้คือการรบกวนผู้ยิงอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ถ่วงเวลา แตะเสา แตะคาน แตะตาข่าย หรือทำพฤติกรรมที่ทำให้จังหวะยิงเสียสมดุล เพราะหากการกระทำนั้นส่งผลต่อการยิงและลูกไม่เข้า ผู้ตัดสินอาจสั่งให้ยิงใหม่ได้ ดังนั้นบทบาทของผู้รักษาประตูในจุดโทษจึงไม่ใช่แค่การเซฟ แต่ต้องเซฟภายใต้กรอบความยุติธรรมของกติกาด้วย
ผู้รักษาประตูสามารถขยับตัวบนเส้นประตูได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องหันหน้าเข้าหาผู้ยิง อยู่ระหว่างเสาประตู และเมื่อลูกบอลถูกเตะ ต้องมีเท้าอย่างน้อยหนึ่งข้างสัมผัสเส้นประตู อยู่ในแนวเดียวกับเส้นประตู หรืออยู่ด้านหลังเส้นประตู การขยับตัวจึงทำได้ในกรอบของการเตรียมเซฟ ไม่ใช่การออกมาลดมุมยิงก่อนลูกถูกเตะ
ความหมายของกติกาข้อนี้คือ ผู้รักษาประตูยังมีพื้นที่ในการอ่านทางบอล โยกตัว หรือเตรียมพุ่งได้ แต่ต้องไม่ทำให้จังหวะจุดโทษเสียสมดุลจนฝ่ายยิงถูกเอาเปรียบ หากออกจากเส้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะในจังหวะที่เซฟลูกยิงได้ ผู้ตัดสินอาจพิจารณาว่าเป็นการทำผิดของผู้รักษาประตู และนำไปสู่การยิงใหม่ตามเงื่อนไขของกติกา
พฤติกรรมของผู้รักษาประตูที่อาจทำให้ต้องยิงใหม่คือการทำผิดกติกาที่มีผลต่อผู้ยิงหรือผลของการยิง เช่น ออกจากเงื่อนไขบนเส้นประตูก่อนลูกถูกเตะ ถ่วงเวลาการยิง หรือทำพฤติกรรมรบกวนผู้ยิงอย่างไม่เป็นธรรม กติกา IFAB ระบุว่าผู้รักษาประตูต้องไม่ทำสิ่งที่รบกวนผู้เตะอย่างไม่ยุติธรรม เช่น ทำให้การเตะล่าช้า หรือไปสัมผัสเสาประตู คานประตู หรือตาข่ายประตู
หากผู้รักษาประตูทำผิดแล้วลูกยิงไม่เข้า หรือถูกเซฟได้ การยิงใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อการกระทำนั้นส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อผู้ยิง หรือเมื่อผู้รักษาประตูเป็นฝ่ายป้องกันไม่ให้ลูกเข้าประตูจากการทำผิดของตนเอง แต่ถ้าลูกเข้าประตูอยู่แล้ว กรรมการจะนับเป็นประตูแทน จุดนี้ทำให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกความเคลื่อนไหวของผู้รักษาประตูจะผิดกติกา แต่ถ้าการเคลื่อนไหวนั้นเปลี่ยนความเป็นธรรมของจังหวะยิง ก็อาจกลายเป็นเหตุให้ยิงใหม่ได้
การยิงจุดโทษแบบหลอกผู้รักษาประตูไม่ผิดกติกาเสมอไป หากเป็นการเปลี่ยนจังหวะระหว่างวิ่งเข้าหาบอล แต่จะเริ่มมีปัญหาเมื่อผู้ยิงหลอกหลังจากวิ่งมาถึงจังหวะสุดท้ายที่กำลังจะเตะบอลแล้ว เพราะกติกาอนุญาตให้ใช้ชั้นเชิงระหว่างการวิ่งได้ แต่ไม่เปิดทางให้หลอกจังหวะเตะจนเอาเปรียบผู้รักษาประตูอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นคำตอบจึงอยู่ที่ “หลอกตอนไหน” มากกว่า “หลอกหรือไม่หลอก” ถ้าเป็นการชะลอหรือเปลี่ยนจังหวะก่อนถึงบอลยังพออยู่ในกรอบเกม แต่ถ้าเป็นการทำท่าเตะแล้วหยุดในจังหวะสุดท้าย ผู้ตัดสินอาจมองว่าเป็นการกระทำผิดและลงโทษผู้ยิงได้
การหลอกระหว่างวิ่งเข้ายิงจุดโทษยังทำได้ หากเป็นการเปลี่ยนจังหวะระหว่างทางวิ่งเพื่อทำให้ผู้รักษาประตูอ่านทางยากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การหลอกในจังหวะสุดท้ายหลังจากผู้ยิงวิ่งมาถึงจุดที่จะเตะบอลแล้ว กติกาเปิดพื้นที่ให้ผู้ยิงใช้ชั้นเชิงได้ในระดับหนึ่ง เพราะจุดโทษไม่ใช่แค่การยิงแรงหรือยิงแม่น แต่เป็นการวัดจังหวะ ความนิ่ง และการอ่านใจผู้รักษาประตูด้วย
อย่างไรก็ตาม การหลอกต้องไม่กลายเป็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม บทความจาก MGR Online อธิบายกรณี “ปาราดินญา” หรือการหยุดยึกยักก่อนยิงว่าเคยเป็นประเด็นถกเถียง เพราะทำให้ผู้รักษาประตูเสียจังหวะได้ง่าย ดังนั้นคำตอบจึงไม่ใช่ว่า “หลอกได้ทุกแบบ” แต่ต้องดูว่าการหลอกนั้นเกิดในช่วงวิ่งเข้าหาบอล หรือเกิดในจังหวะสุดท้ายที่อาจถูกมองว่าเกินขอบเขตกติกา
การเปลี่ยนจังหวะวิ่งคือการชะลอ เร่ง หรือปรับจังหวะระหว่างทางก่อนถึงจุดเตะ ซึ่งยังถือเป็นเทคนิคที่ผู้ยิงใช้เพื่อหลอกทิศทางผู้รักษาประตูได้ แต่การหยุดหลอกก่อนเตะจังหวะสุดท้ายคือการทำท่าจะเตะเมื่อมาถึงบอลแล้วค่อยหยุดหรือเปลี่ยนการกระทำ จังหวะแบบหลังนี้อาจถูกมองว่าเป็นการหลอกที่ผิดกติกา เพราะเกิดในช่วงที่ผู้รักษาประตูต้องตอบสนองต่อการเตะจริง
ความต่างสำคัญอยู่ที่ “จังหวะของการหลอก” ไม่ใช่แค่มีการหยุดหรือไม่หยุด หากการหลอกเกิดระหว่างการวิ่งเข้าหาบอล ยังอาจอยู่ในขอบเขตของเกม แต่ถ้าเป็นการหลอกหลังจากวิ่งมาถึงจังหวะเตะแล้ว กติกาถือว่าเป็นการหลอกที่ไม่ถูกต้อง และผู้ยิงอาจถูกลงโทษด้วยการเตือนหรือให้ฝ่ายรับได้ฟรีคิกทางอ้อมตามเงื่อนไขของการทำผิดกติกา
จุดโทษมักกลายเป็นจังหวะถกเถียงของแฟนบอล เพราะเป็นการตัดสินที่มีผลต่อเกมสูงมาก แต่เกิดขึ้นจากจังหวะที่ผู้ตัดสินต้องประเมินในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทั้งตำแหน่งของเหตุการณ์ ลักษณะการปะทะ เจตนาของผู้เล่น และผลกระทบต่อการเล่น เมื่อจังหวะเดียวสามารถเปลี่ยนสกอร์หรือโมเมนตัมของเกมได้ทันที แฟนบอลจึงมักย้อนดูภาพช้า ตั้งคำถามกับการตัดสิน และตีความจากมุมที่ตัวเองเห็นต่างกันออกไป จุดโทษจึงไม่ใช่แค่เรื่องกติกา แต่เป็นจังหวะที่รวมทั้งความกดดัน ความรู้สึก และมุมมองของคนดูไว้ในวินาทีเดียว
จุดโทษมักกลายเป็นจังหวะใหญ่ของเกม เพราะการตัดสินเพียงครั้งเดียวสามารถเปลี่ยนสกอร์ เปลี่ยนโมเมนตัม และเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ทันที โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมหรือเกมที่สูสีมาก การเป่าจุดโทษจึงไม่ได้เป็นแค่การลงโทษตามกติกา แต่เป็นจังหวะที่ทำให้ทั้งผู้เล่น แฟนบอล และผู้ตัดสินต้องแบกรับแรงกดดันพร้อมกัน
ความละเอียดอ่อนของจุดโทษอยู่ที่ผู้ตัดสินต้องประเมินเหตุการณ์ในเวลาจริง ว่าการปะทะนั้นเป็นการทำผิดกติกาจริงหรือไม่ เกิดในเขตโทษหรือไม่ และส่งผลต่อการเล่นมากพอหรือเปล่า กรณีถกเถียงในบทความของ MGR Online สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อจังหวะจุดโทษเกิดขึ้นในช่วงสำคัญของเกม ความเห็นที่แตกต่างกันย่อมตามมาได้ง่าย เพราะหนึ่งเสียงนกหวีดอาจพาทีมหนึ่งกลับสู่เกม และทำให้อีกทีมรู้สึกเสียเปรียบทันที
ภาพช้าทำให้แฟนบอลเห็นรายละเอียดมากกว่าผู้ตัดสินในสนามจริงได้ในหลายกรณี เพราะคนดูสามารถย้อนดูซ้ำจากหลายมุม เห็นจังหวะสัมผัส เห็นตำแหน่งเท้า และเห็นทิศทางการปะทะละเอียดกว่าการมองสดเพียงครั้งเดียว ขณะที่ผู้ตัดสินต้องตัดสินทันทีจากตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่ในสนาม จึงมีข้อจำกัดด้านมุมมองและเวลาอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพช้าไม่ได้ทำให้ทุกจังหวะมีคำตอบง่ายเสมอไป เพราะฟุตบอลยังมีรายละเอียดเรื่องน้ำหนักการปะทะ เจตนา จังหวะการเล่นบอล และผลกระทบต่อคู่แข่งที่ต้องตีความร่วมกัน กติกาของ IFAB จึงวางหลักให้จุดโทษเกิดจากการทำผิดกติกาในเขตโทษ ไม่ใช่จากภาพที่ดูเหมือนมีการล้มเพียงอย่างเดียว จุดนี้ทำให้ภาพช้าเป็นเครื่องมือช่วยมอง แต่ไม่ใช่คำตอบแทนการตัดสินทั้งหมด
จุดโทษไม่ใช่แค่จังหวะที่ผู้เล่นล้มในกรอบเขตโทษ แต่เป็นผลจากการทำผิดกติกาของฝ่ายรับในพื้นที่ที่มีผลต่อโอกาสทำประตูโดยตรง ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงต้องแยกระหว่างจุดโทษในเกมปกติ การดวลจุดโทษหลังจบเกม ขั้นตอนการยิง บทบาทของผู้รักษาประตู และการหลอกจังหวะยิงที่ยังอยู่ในกรอบกติกาหรือเกินขอบเขต เมื่อมองครบทุกส่วน จะเห็นว่าจุดโทษเป็นทั้งบทลงโทษตามกติกาและจังหวะตัดสินอารมณ์ของเกมในเวลาเดียวกัน

