เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม ควรทำอย่างไร

เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม

เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม สิ่งที่จำเป็นคือ ควรสร้างระบบ “ออมอัตโนมัติ”และใช้หลัก Pay Yourself First ที่หักเงินออมทันทีวันเงินเดือนเข้า เพื่อให้การออมเป็นรายจ่ายก้อนแรก ที่ต้องทำทุกเดือน บทความนี้จะพาทุกคนเปลี่ยนจาก “คนถังแตก” สู่ “นักออมผู้พร้อมลงทุน” อย่างยั่งยืน

  • ส่องสถิติคนไทยล้มเหลวทางด้านเงินออม
  • เจาะจิตวิทยา “ของมันต้องมี” และสารเคมีในสมอง (Dopamine)
  • 3 เทคนิคจิตวิทยา ซ่อมพฤติกรรมก่อนสาย

ส่องสถิติคนไทยล้มเหลวทางด้านเงินออม จริงไหม?

ก่อนจะไปแก้ไขพฤติกรรม เราต้องตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในภาพรวมเสียก่อน ปัจจุบันคนไทยกำลังเผชิญวิกฤต “ความเปราะบางทางการเงิน” อย่างรุนแรง สอดคล้องกับรายงานข้อมูลของภาครัฐ และเอกชนที่ชี้ให้เห็นตัวเลขอันน่าตกใจ คนไทยล้มเหลวในด้านไม่มีเงินสำรองเก็บออมเป็นเรื่องจริง

สถิติบัญชีเงินฝากคนไทย: จากสถิติล่าสุดโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พบว่า มีบัญชีเงินฝากในไทยมากกว่า 123 ล้านบัญชี (หรือคิดเป็นเกือบ 90% ของบัญชีทั้งหมด) ที่มีเงินติดบัญชีต่ำกว่า 50,000 บาท สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บสำรอง

หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง: ข้อมูลวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุชัดเจนว่า ครัวเรือนไทยกว่า 95.1% มีภาระหนี้สิน โดยเป็นหนี้ในระบบ 65% และหนี้นอกระบบ 35% ยิ่งไปกว่านั้น ครัวเรือนไทยกว่า 46.3% ไม่มีเงินออมฉุกเฉินเลย (26 กันยายน 2025) [1] ทำให้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย หรือตกงาน คนกลุ่มนี้จะเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบทันที

ช่วงเวลาใดในอดีต สะท้อนวิกฤตการเงิน และเงินออมของไทย

เพื่อเข้าใจความต่อเนื่องของปัญหา การมองย้อนดูช่วงเวลาและหมุดหมายสำคัญ (Timeline) ทางเศรษฐกิจจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ทำไมพฤติกรรมการจ่าย และปัญหาหนี้สินถึงเดินทางมาสู่จุดวิกฤติในปัจจุบัน:

  • 10 พฤษภาคม 2567: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการออม พบข้อมูลน่ากังวลว่า คนไทยกว่า 30% ไม่มีเงินเก็บสำหรับวัยเกษียณเลย และอีก 60% แม้จะมีเงินเก็บแต่ก็มีไม่ถึง 200,000 บาท ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระยะยาวต่อสังคมผู้สูงอายุ
  • 27 มีนาคม 2568: ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวเลขหมุดหมายวิกฤตเงินฝาก พบว่าจากบัญชีเงินฝากทั้งหมด มีถึง 123 ล้านบัญชีที่มีเงินไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับกำลังออมที่ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย
  • 14 เมษายน 2569: สรุปข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสล่าสุด โดยกลุ่มศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ เช่น SCB EIC ชี้ว่า อัตราการว่างงานในช่วงต้นปี 2026 เริ่มพุ่งสู่ 0.9% สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยทะยานขึ้นแตะ 86.7% ของ GDP ยืนยันว่าคนไทยกู้เงินมาเพื่อใช้จ่าย เพื่อการบริโภคมากกว่าการสร้างรายได้ (14 เมษายน 2026) [2]

เจาะจิตวิทยา “ของมันต้องมี” เป็นอย่างไร

ในทางจิตวิทยาพฤติกรรม (Behavioral Psychology) อาการใช้เงินเก่งไม่ได้เกิดจากความไม่มีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่สมองของเราถูกโจมตีด้วยกลไกทางจิตวิทยาหลัก ๆ 3 รูปแบบ:

  • FOMO (Fear of Missing Out): ความกลัวที่จะตกกระแส เมื่อเห็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียลงรูปไปเที่ยวคาเฟ่หรู ใช้ของแบรนด์เนม สมองจะแปลความหมายว่า “เรากำลังด้อยกว่าคนอื่น” และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อรับการยอมรับในสังคม
  • Diderot Effect (ผลกระทบดีเดอโร): พฤติกรรมที่เมื่อเราซื้อของชิ้นใหม่มาหนึ่งชิ้น มันจะลากเอาความต้องการซื้อของชิ้นอื่น ๆ ตามมาไม่สิ้นสุด เช่น เมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ สมองจะบอกให้ซื้อเคสราคาแพง หูฟังบลูทูธ และฟิล์มกระจกตามมา เพื่อให้เข้าชุดกัน
  • Lifestyle Creep (กับดักรายได้โต ไลฟ์สไตล์โตตาม): เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้น แทนที่จะเก็บออมเพิ่มขึ้น มนุษย์มักจะขยับมาตรฐานการใช้ชีวิต ให้หรูหราขึ้นตามอัตโนมัติ เช่น จากเดิมเคยกินกาแฟโบราณ เปลี่ยนเป็นกาแฟสดแบรนด์ดัง ทำให้สุดท้ายแล้วไม่เหลือเงินเก็บเท่าเดิม

สารเคมีในสมอง (Dopamine) คืออะไร

การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการกดเอฟของตอนเที่ยงคืน คือการเสพติดสารเคมีในสมอง:

  • กลไก Dopamine Loop: เมื่อเราเห็นป้ายลดราคา หรือกดปุ่ม “ชำระเงิน” สมองจะหลั่งสาร โดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข และตื่นเต้นออกมา [กลไกนี้จะหลั่งมากที่สุดตอนที่เรา ‘กำลังจะได้รับของ’ ไม่ใช่ตอนที่ได้รับของมาแล้ว]
  • Instant Gratification: มนุษย์ยุคปัจจุบันเสพติด การตอบสนองความต้องการในทันที เรายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อความสุขสั้น ๆ วินาทีนี้ เพื่อชดเชยความเครียดจากการทำงาน โดยมองข้ามความมั่นคง ในอนาคตระยะยาว (Delayed Gratification) ที่ให้ความสุขช้ากว่า

3 เทคนิคจิตวิทยา ซ่อมพฤติกรรมก่อนสาย

เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม

เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม หากไม่แก้พฤติกรรมการใช้เงิน ต่อให้เรียนสูตรลงทุนที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน คุณก็ไม่มีเงินต้นไปลงทุนอยู่ดี นี่คือวิธีดัดหลังสมองตัวเอง ด้วยหลักจิตวิทยา:

  • กฎ 48 ชั่วโมง (48-Hour Rule): เมื่ออยากได้ของที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน ห้ามกดซื้อทันที ให้ใส่ตะกร้าไว้แล้วรอ 48 ชั่วโมง เมื่อเวลาผ่านไป ระดับสารโดปามีนจะลดลง ความอยากจะลดตาม และคุณจะพบว่าของชิ้นนั้น ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น
  • คำนวณราคาเป็น “ชั่วโมงการทำงาน”: เปลี่ยนหน่วยเงินตราให้กลายเป็นแรงงาน เช่น หากคุณได้ค่าแรงชั่วโมงละ 150 บาท แล้วอยากซื้อรองเท้าราคา 3,000 บาท ให้ถามตัวเองว่า “รองเท้าคู่นี้คุ้มค่ากับการที่ต้องไปยืนทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดถึง 20 ชั่วโมงหรือไม่?” วิธีนี้จะช่วยเรียกสติได้อย่างดีเยี่ยม
  • ลบแอปฯ และผูกบัญชี: เพิ่ม “แรงต้าน (Friction)” ในการใช้เงิน การบันทึกบัตรเครดิตไว้ในแอปช้อปปิ้งทำให้จ่ายง่ายเกินไป ให้ลบข้อมูลบัตรออกทั้งหมด เพื่อให้การซื้อแต่ละครั้งต้องเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ และกดรหัสใหม่ ความยุ่งยากนี้ จะช่วยสกัดความอยากซื้อแบบชั่ววูบได้

สร้างระบบ “ออมอัตโนมัติ” ด้วยวิธีไหน

จากผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ใช้วิธี “เหลือเท่าไหร่ค่อยออม” ซึ่งเป็นวิธีที่ล้มเหลวที่สุดเพราะสุดท้ายมักจะไม่เหลือ ดังนั้นเราจึงต้องใช้ระบบจิตวิทยา “จ่ายให้ตัวเองก่อน (Pay Yourself First)” :

  • หักดิบวันเงินเดือนออก: เปลี่ยนสมการการเงิน จาก “รายได้ – รายจ่าย = เงินออม” เป็น “รายได้ – เงินออม = รายจ่าย” เพื่อให้การออมเป็นรายจ่ายก้อนแรก ที่ต้องทำทุกเดือน (10 พฤศจิกายน 2023) [3]
  • เลือกบัญชีที่ไม่สะดวกใช้จ่าย เช่น บัญชีฝากประจำ 24 เดือน หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อสร้างวินัยและลดการใช้เงินเกินจำเป็น
  • สัดส่วนทักษะทางการเงินขั้นพื้นฐาน:
    • 10% สำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน – ฝากในบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน
    • 10–15% สำหรับการเกษียณ – ลงทุนในกองทุน RMF หรือ SSF
    • 5–10% สำหรับเป้าหมายระยะกลาง – เช่น ซื้อบ้านหรือการศึกษาลูก

หากบรรลุเป้าหมายการออมแล้ว สามารถเพิ่มความมั่นคงทางการเงินโดย การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล นอกกระแส RMF SSF และกองทุนตลาดเงิน เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว

สรุป เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม ใช้ระบบออมอัตโนมัติ

โดยสรุปแล้ว เงินเดือนหมด ไม่มีเงินออม เพราะคนส่วนใหญ่ใช้วิธี “เหลือเท่าไหร่ค่อยออม” ทำให้สุดท้ายไม่เหลือเงินเก็บเลย พฤติกรรมนี้นำไปสู่การใช้จ่ายเกินรายได้และเสี่ยงเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ทางแก้คือระบบ “ออมอัตโนมัติ” และหลัก Pay Yourself First ที่หักเงินออมทันทีวันเงินเดือนเข้า เพื่อสร้างวินัยและความมั่นคงทางการเงิน

ทำไมเงินเดือนถึงหมดทุกเดือน ทั้งที่พยายามประหยัดแล้ว?

  • รายจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ รวมกันเป็นก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว
  • การออมแบบ “เหลือเท่าไหร่ค่อยออม” ทำให้สุดท้ายไม่เหลือเงินเก็บเลย
  • ไม่มีระบบหักออมอัตโนมัติ (Pay Yourself First) จึงใช้เงินไปกับการบริโภคก่อนเสมอ

วิธีไหนที่ช่วยให้เริ่มมีเงินออมได้จริงสำหรับคนรายได้ไม่สูง?

  • ใช้หลัก Pay Yourself First ตั้งระบบหักออมอัตโนมัติทันทีวันเงินเดือนเข้า แม้เพียง 5–10% ก็สำคัญ
  • เริ่มจากเงินก้อนเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น 500–1,000 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างวินัยและความต่อเนื่อง
  • เลือกบัญชีหรือกองทุนที่ถอนยาก เช่น ฝากประจำหรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อกันการใช้จ่ายเกินจำเป็น
Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง